6 มิ.ย. 2556

One by One..Three Hundreds No.27.."ฉันอยู่นี่..ศัตรูที่รัก"..รวมเรื่องสั้นสะเทือนอารมณ์ไม่รู้ลืม




ตั้งแต่โตมา พอรู้เรื่อง รู้ประสา รู้จริตและนิสัยของตัวเอง

ก็เหมือนจะเข้าใจมาตลอดว่า 

ตัวเองเป็นคนบ่อน้ำตาลึก



อาจเพราะด้วยความพยายามที่จะเป็นเช่นนั้น

ด้วยเพราะเสียงของแม่ก้องอยู่ตลอดเวลาว่า

"ลูกแม่ต้องเข้มแข็ง"

และมันก็เหมือนจะเป็นเช่นนั้น

ทุกครั้งที่มีเรื่องสะเทือนใจ

ข้าพเจ้าจะเก็บ จะกลั้น

อย่างไรเสีย ก็จะไม่ให้น้ำตามันได้ไหลออกมา

หรือถ้ามันอยากจะไหลนัก

ถ้ามันอึดอัดจนมิอาจแบกรับได้อีกต่อไป

ก็จะได้ปล่อยมันให้ออกมาซัดกระหน่ำเอาความเจ็บช้ำทั้งหมดทั้งมวลทิ้งๆ ไปเสีย

ให้หัวใจได้กลับมาสดชื่นอีกครั้ง

ดั่งฟ้าหลังฝน




แต่วันนี้

ชักเริ่มไม่แน่ใจ

ว่าความเข้าใจในตัวเองเช่นนั้น..ถูกต้องแล้วหรือไม่




พักหลังๆ มานี้

แลดูจะมีเรื่องอะไรๆ มาสะกิดให้น้ำตามันรื้นได้อยู่บ่อยๆ

หรือไหลได้เป็นบางครั้ง

วันนี้ก็เช่นกัน

ด้วยเพราะหนังสือ..ไม่สิ

ด้วยเพราะเรื่องสั้นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนั้น

เรื่องแรก

เรื่องต่อมา

และเรื่องต่อๆ มา





เมื่ออ่านเรื่องแรกจบลง

ข้าพเจ้ามิอาจอ่านเรื่องต่อไปได้ในทันที

เพราะต้องหันมาสงบจิตสงบใจ

ด้วยเพราะอยู่บนรถโดยสาร

และผู้คนยังมากมาย

ความรู้สึกอาย..มันมีมากเกินไป

...อายน้ำตา

ต้องหันหน้าเข้ากระจกมัวๆ ที่มีน้ำฝนสาดใส่

เป็นนางเอก MV ไปสักเล็กน้อย






หนังสือรวมเรื่องสั้น

ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลา

วิชา ท ๑๐๑ - ท ๓๐๖

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๓

(ไม่แน่ใจว่านี่เป็นรายชื่อเก่าหรือรายชื่อใหม่

เพราะได้ข่าวว่า กระทรวงเปลี่ยนแปลงรายชื่อหนังสืออ่านนอกเวลาแล้ว)



เปิดมาเรื่องแรก

"เรือรบจำลอง"

อ่านไปถึงตอนกลางเรื่อง

ข้าพเจ้าขนลุก

ขนลุกเพราะความคิดและจินตนาการของตัวเอง

ผู้เขียนใช้กลวิธีการเปรียบเทียบ

เป็นเนื้อเรื่องคู่ขนาน

ที่เรื่องหนึ่ง

ไปมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

สำหรับตัวละครหนึ่ง

ตอนนั้น

ผู้เขียนยังไม่เฉลย

ว่าต้องการจะสื่ออะไรให้เด็กๆ เข้าใจ

แต่สำหรับคนที่โตแล้ว อยู่ในภาวะผู้ใหญ่บ้างแล้ว

ย่อมเข้าใจได้ว่าเหตุการณ์นั้น

มันจะนำพามาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางความคิดอย่างไรบ้าง

ข้าพเจ้าขนลุก

เพราะมันเป็นการเปรียบเทียบและเชื่อมโยง

เป็นจุดเปลี่ยน

ที่นิ่มนวล ทว่า สะเทือนใจ

ข้าพเจ้ารู้ว่า 

ผู้เขียนจะต้องสร้างให้เด็กที่เป็นตัวเอก

มองเห็นข้อความในเหตุการณ์คู่ขนานนั้น

แล้วนำมาคิด มาปรับให้เข้ากับตัวเอง

นั่นเอง

ข้าพเจ้าจึงอดสงสัยมิได้ว่า

ตัวละครนั้น

โตพอที่จะคิดอะไรลึกซึ้งเช่นนั้นได้แล้วจริงๆ หรือ

มันมหัศจรรย์นะ

และให้ลามความสงสัย ไปถึงว่า

เด็กในวัยมัธยมต้น

จะสามารถรู้หรือเข้าใจได้ด้วยตัวเอง

สำหรับประเด็นนี้หรือไม่

รู้ด้วยตัวเอง

รู้ตั้งแต่ตอนที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น

โดยที่ยังไม่ได้รู้ถึงเฉลยในภายหลังของผู้เขียน

แต่แท้แล้ว

ในใจลึกๆ ข้าพเจ้าก็เชื่อว่า

ถ้าเด็กตั้งใจอ่าน

โดยอ่านอย่างมีอารมณ์ร่วม

อ่านอย่างละเอียด ละเลียด และใช้ความคิด โลมไล้ไปตามตัวหนังสือเหล่านั้น

ความเข้าใจเช่นนั้น ก็ไม่ยากเลย




ข้าพเจ้าชอบเรื่องนี้ที่สุด

เป็นการสร้างเหตุการณ์คู่ขนานที่สวยงามและอ่อนโยนมาก

แต่ตอนจบนั้น

แลดูจะสะเทือนใจเกินไป

ให้สงสัย (อีก) ว่า

ทำไมวรรณกรรมเยาวชน..หนังสืออ่านนอกเวลาของเด็กๆ..มันเศร้าจัง (ฟระ)




ความเศร้าจากเรื่องแรกไม่ทันหาย

ข้าพเจ้าก็ใจร้อน

อยากอ่านเรื่องต่อไป

ทิ้งระยะให้หัวใจได้พัก สักครู่

ให้อารมณ์ได้เข้าสู่ภาวะเปิดรับเรื่องใหม่ได้

ข้าพเจ้าก็อ่านเรื่องที่สอง

นั่นไง..

เปิดเรื่องมาก็ตั้งท่าจะเศร้าเสียแล้ว

แต่ข้าพเจ้าก็อ่านไปแล้วพยายามบอกตัวเองว่า

มันไม่จบเศร้าๆ หรอก

(ลางสังหรณ์มันบอก)

แต่ก็อดหวั่นใจไม่ได้




การใช้ตัวละครเอกเป็นเด็ก

การแสดงถึงความผูกพันอย่างบริสุทธิ์ของหัวใจในวัยนั้น

กับใคร หรืออะไรบางอย่าง

โดยเฉพาะสัตว์ที่น่ารัก ผู้เป็นทาสที่จงรักภักดี

และให้สะเทือนอารมณ์ด้วยการพลัดพราก

ด้วยความตาย

มันไม่ง่ายเลย

มันไม่ง่ายเลยจริงๆ ที่จะไม่เสียน้ำตา





หรือแม้เรื่องราวจะมิได้จบลงด้วยความเศร้า

ก็ต้องสะอึก เพราะจุกกับความอิ่มเอมใจอยู่ดี

ในช่วงชีวิตนั้น

จะมีอะไรสำคัญกับเราไปมากกว่า

พ่อแม่ เพื่อน และสัตว์เลี้ยง

และความสัมพันธ์เหล่านี้

มันช่างบอบบาง

และง่ายต่อการสั่นสะเทือนเสียเหลือเกิน




ข้าพเจ้าไม่อาจคัดค้านโปรยปกได้เลยแม้แต่น้อย

"รวมเรื่องสั้นสะเทือนอารมณ์ไม่รู้ลืม"



วันนี้ ข้าพเจ้าเกิดอยากตอบคำถามที่ว่า

"ถ้าย้อนเวลากลับไปอดีตได้ จะทำอะไร"

...

ข้าพเจ้าอยากได้อ่านหนังสือเล่มนี้ 

ตั้งแต่ยังเยาว์วัย

อยากคลายความสงสัยให้ตัวเอง

อยากรู้ว่า..ถ้าได้อ่าน ณ ขณะนั้นจริงๆ

ข้าพเจ้าจะเสียน้ำตาให้อันดร ลูกห่าน และนท

เช่นที่ได้อ่านตอนวัย 23 นี้หรือไม่





ด้วยรัก แม้ไม่สนิท

แพรวา บุตรี



ป.ล. ครั้งนี้ เล่มนี้ จะไม่ขอพูดถึงสำนวนการเขียน

เพราะถือว่าเป็นคนละยุคกันแล้ว เป็นวิธีการใช้ภาษา และการเลือกใช้คำ

ที่แตกต่างจากยุคนี้ไปมากแล้ว 

การอ่าน จึงดำเนินไปด้วยการเปิดหัวใจ ให้รับรู้ถึงการสั่นสะเทือนทางอารมณ์

มากกว่าการรับรู้ทางภาษาหรือสนใจในตัวอักษรทั้งปวง




3 มิ.ย. 2556

One by One..Three Hundreds No.26...ขอบฟ้าทะเลกว้าง






One by One..Three Hundreds No.25...เรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่า ที่นักเล่าเรื่องคนหนึ่งเล่าให้เขาฟัง





เรื่องเล่า

บางครั้งก็เป็นแค่เรื่องเล่า

เป็นแค่เรื่องแต่ง 

เป็นเรื่องที่ออกมาจากการสร้างสรรค์

ออกมาจากจินตนาการของใครบางคน

บางครั้งก็เหมือนว่าคนนั้นเป็นแค่คนเล่าเรื่อง

เรื่องที่ดูเหมือนจะเล่าต่อๆ กันมา



แต่ใครจะไปรู้

เรื่องนั้นอาจเป็นเรื่องจริง

และคนที่เล่านั้น

ก็เป็นเจ้าของเรื่อง

ผู้เจ็บปวดกับเรื่องราวนั้น

ด้วยตัวเอง






เรื่องราวแต่ละเรื่อง

คนเล่าต้องใช้พลังในการเล่า

คนฟังก็ต้องใช้พลังในการฟัง

จึงจำเป็นที่จะต้องมีการพัก..ระหว่างการแลกเปลี่ยนถ่ายทอดประสบการณ์

มิฉะนั้น..มันจะหนัก จะเหนื่อยเกินไป

และเราอาจพลาดอะไรบางอย่าง

อะไรบางอย่าง

ที่อยู่ระหว่างบรรทัด

และตัวหนังสือเหล่านั้น


2 มิ.ย. 2556

Only Love



บางคำถาม

รักเท่านั้น

ที่จะให้คำตอบ



บางสถานการณ์

รักเท่านั้น

จะพาเราผ่านพ้นไป


Only Love













31 พ.ค. 2556

การประท้วงของตัวเอง


วันนี้ มีอาการหลายอย่าง

เกิดขึ้นแก่ร่างกาย

คล้ายๆ การนัดหยุดงานประท้วง

"มรึงใช้งานกรูหนักไปแล้ว"



เจ้าหัว... เออ กรูเหนื่อยละ ใช้กรูทั้งกลางวันกลางคืน

วันนี้กรูจะปวด มรึงหยุดใช้กรูบัดเดี๋ยวนี้



เจ้าตาร่วมสมทบ

เออ มันก็ใช้กรูหนักเหมือนกัน

นี่ขนาดกรูไม่สมประกอบนะเนี่ย

แมร่ง

วันนี้กรูปวดด้วย  มรึงหยุดใช้กรูด้วยบัดเดี๋ยวนี้



เจ้าขาไม่น้อยหน้า

เออๆ

เนี่ย มันเอาแต่เดินๆ งกค่ารถ งกนู่นนี่นั่น

เดินไปเดินมาตลอด ตลอด

วันนี้ กรูก็จะปวดด้วย



เจ้าหลังไม่ยอมแพ้

พวกแกน่ะ หลบไปเลย

กรูเนี่ยหนักสุด

แมร่ง นั่งทั้งวัน

ขนาดกรูปวดให้มันรู้สึกทุกวันๆ

ปวดมากขึ้นๆ

มันก็ยังไม่วาย นั่งอยู่หน้าไอ้จอสี่เหลี่ยมอยู่นั่น

วันนี้แหละ กรูจะปวดสุดๆ ซะให้เข็ด




อ้าว วันนี้พวกแกมาประท้วงอะไรกันเนี่ย

ชุมนุมกันใหญ่เชียว เสียงเซ็งแซ่สุดๆ




อ้าว แกก็มาด้วยหรอ ไอ้ขั้วปอด

ไม่เจอกันนานเลย

นึกว่าแกหายไปแล้วนะเนี่ย


ฮ่าๆๆ ยังหรอก ฉันก็ยังอยู่นี่แหละ

แต่ขี้เกียจๆ สะกิดเขาน่ะ

แต่วันนี้ไม่ไหว เล่นนั่งพิมพ์อะไรก็ไม่รู้ทั้งวัน

ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าถ้าทำอย่างนั้นนานๆ

อาการฉันจะกำเริบ

และถ้าฉันกำเริบขึ้นมา มันจะยุ่ง

วันนี้ฉันเลยมาเตือนสติเขาหน่อยน่ะจ้า




เออ ดีเลย

มา..วันนี้

พวกเราเหล่ามาชุมนุม...

เอ้า..เฮ

เอ้า..ไอ้ไข้ มาไวๆ

ไอ้เวียนหัวด้วย ให้เร็วๆ

มาๆๆ

.
.
.

โอเคๆ เรายอมแล้ว

วันนี้เราหยุดใช้งานพวกเธอหนักๆ 1 วัน

พ่วงเสาร์อาทิตย์นี้ด้วยดีไหมจ๊ะ


เดี๋ยวเราพาไปสูดอากาศสดชื่นๆ นะ

จะพาไปนั่งที่สวนสาธารณะ

จะนอนให้เยอะๆ

จะดื่มน้ำให้เพียงพอ

จะกินอาหารอร่อยๆ ให้อิ่มจนพุงกางเลย

เราขอโทษนะ

เราดูแลพวกเธอไม่ดีเลย

แต่ถึงยังไง

เราก็รักพวกเธอนะ




วันนี้ เราพักผ่อนด้วยเพลงเก่าที่คุ้นเคยกันดีกว่า

Loving You..Kenny G




ด้วยรัก

แพรวา


และฉันก็ไม่ได้โกรธ..??


นอนไม่หลับ

อาการเช่นนี้

ข้าพเจ้ามีไม่บ่อยนัก

และจะมีขึ้น ก็เนื่องมากจากสาเหตุเดียว




นอนไม่หลับ

ข้าพเจ้าทำอะไรเมื่อนอนไม่หลับ

หากไม่อ่านหนังสือ ก็คงนั่งครุ่นคิด

ฟุ้งซ่านอะไรไปเรื่อยเปื่อย



วันนี้ฝนตกตั้งแต่เช้า

เปียกนิดหน่อย

แต่ใส่เสื้อแขนสั้นไปทำงาน

และไม่มีเสื้อแขนยาว

เนื่องจากฝนตก อากาศข้างนอกครึ้มๆ

อากาศภายในตึกของวันนี้

จึงเย็นมาก

สำหรับข้าพเจ้า




นั่งตัวสั่น มือม่วง และง่วงทั้งวัน

เพราะหนาว

หนาวแล้วจะเพลีย

หัวจะตื้อๆ หายใจจะไม่คล่อง



ตอนเย็น  ฝนก็ตกอีก

เปียกนิดหน่อย

ตากลม โดนฝน โดนฝุ่น

เป็นธรรมดาที่จะรู้สึกไม่ค่อยสบายตัว



แต่ข้าพเจ้าไม่กินยา

ไม่มีการกินยากันไว้ นานพอสมควรแล้ว

ข้าพเจ้าไม่อยากกินยาอีกแล้ว

เพราะชีวิต รู้สึกว่า

ได้นำสิ่งแปลกปลอมจำพวกนี้

เข้าสู่ร่างกาย ในปริมาณที่มากเกินไปแล้ว




วันนี้ อารมณ์หม่นหมอง

มีหงุดหงิดบ้าง

แปรปรวนง่ายว่างั้น


ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะฮอร์โมนของร่างกายที่ไม่ปกติ

ทำให้หวั่นไหวไปกับสิ่งต่างๆ ที่พบเจอได้ง่าย

และมีอารมณ์ตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้น

ในระดับรุนแรงกว่าปกติ



ให้ชวนสงสัยว่า

แท้แล้ว

ข้าพเจ้าโกรธเคือง เศร้า เสียใจ

เพราะฮอร์โมน

หรือเพราะอะไร



หากไม่ใช่ช่วงนี้

ข้าพเจ้าจะเป็นเช่นนี้หรือไม่

เมื่อเจอเหตุการณ์เดียวกัน

ข้าพเจ้าจะรู้สึกอย่างเดียวกัน

หรืออาจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง





คืนนี้ ข้าพเจ้าไม่อยากนอน

อยากฟังเสียงฟ้าร้อง

อยากฟังเสียงฝนสาดกระหน่ำลงมา

แต่ฝนคงเหนื่อยเกินกว่าจะรวบรวมพลังควบแน่นหนักๆ

และกลายเป็นฝน



ข้าพเจ้าได้ยินฟ้าร้อง

เสียงหมาหอน

เสียงรถแล่น

ข้าพเจ้าไม่ได้ยินเสียงตัวเอง

ข้าพเจ้าไม่ได้ยินเสียงใคร



ข้าพเจ้าอยากคุยกับใครสักคน

แต่แปลกที่ข้าพเจ้าไม่รู้ว่า

ข้าพเจ้าอยากคุยกับใคร



ข้าพเจ้ารักคนรัก

แต่แปลกที่ตอนนี้

ข้าพเจ้าไม่อยากรักอีกต่อไป



มันเป็นสภาวะเปลี่ยนแปลงไปมาของอารมณ์

ที่ยากแก่การควบคุม

เรารักสุดหัวใจ

และเกลียดสุดหัวใจได้ดุจกัน



เมื่อหัวค่ำ

ข้าพเจ้าฟังเพลงบนรถเมล์

รู้สึกคิดถึงคนรักขึ้นมาจับใจ

ฟังเพลงไหนๆ ก็มีแต่ความทรงจำระหว่างเรา



ข้าพเจ้าลงรถเมล์

กดโทรศัพท์

เขาจะนอนแล้ว

ข้าพเจ้าอยากบอกเขาว่า

คุยกับข้าพเจ้าสักแป๊บ

อยู่เป็นเพื่อนตอนข้าพเจ้าเดินเข้าหอ

เหมือนทุกๆ ครั้งที่ข้าพเจ้ากลับดึก

แต่ข้าพเจ้าไม่ได้พูดออกไป

เมื่อเขาบอกว่ากำลังจะนอน

ข้าพเจ้าก็ให้เขาไปนอน




เมื่อตอนดึก

ข้าพเจ้าเล่นเฟสบุ๊ค

เล่นไปเล่นมา ก็ไปเห็นว่าเขากดถูกใจรูปภาพและสเตตัสสาวสวย

นั่นไง

ประเด็นเดิมอีกแล้ว

มาอีกแล้ว

เรื่องราวเดิมๆ ความรู้สึกเดิมๆ


อันที่จริง จะเจอก็ไม่แปลก

เมื่อการกระทำ ไม่ได้เปลี่ยน

อยู่ที่ว่า ข้าพเจ้าจะเห็นหรือไม่ ก็เท่านั้น


และยิ่งกว่าการเห็นก็คือ

ข้าพเจ้าใส่ใจ และรู้สึกกับสิ่งที่เห็นนั่นไหม





ค่ำคืนนี้

ข้าพเจ้าอยู่ลำพัง

ข้าพเจ้าอยากอยู่ลำพัง

เหมือนเช่นทุกๆ ครั้ง ที่ความเจ็บปวดมาเยือน




สวัสดีสหายเก่า

เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง

คืนนี้ เรายกให้เจ้า

ทักทายปราศรัย ขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆ ได้เต็มที่

แค่ปราณีเราบ้าง สักนิดก็พอ



หนึ่งเพลง เข้าบรรยากาศ

U Got Me


บทบริภาษคนรัก




ครุ่นคิดก่อนนอน


1. เมื่อต้องเจอเรื่อง Sensitive ที่สามารถทำร้ายเราได้อย่างรุนแรง..ครั้งแล้วครั้งเล่า

ถ้าพูดคุยกันดีๆ ก็แล้ว..โกรธกันก็แล้ว..ยังไม่วายเกิดขึ้นหรือมีให้เห็นอยู่ร่ำไป

ทางเลือกที่ทำได้เพื่อรักษาใจเราอย่างถาวรก็คือ..

ปล่อยวางสิ่งที่เขาคนนั้นกระทำ..แต่ถ้าทำไม่ได้ วิธีที่ง่ายกว่านั้นก็คือ

ปล่อยคนที่กระทำสิ่งนั้นไปซะ!!



2. ผู้หญิงอย่าหยุดสวย อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้เป็นป้าเพิ้งมากนัก..หึๆ

โดยเฉพาะผู้หญิงที่ยังไม่มีคนรัก หรือแม้ผู้หญิงที่มีคนรักแล้ว แต่คนรักยังกดถูกใจเพจสมาคมนิยมสาวสวย สาวลาว สาวเกาหลี สาวเซ็กซี่ หรือแอดเฟรนด์สาวน่ารักๆ อยู่เสมอ

เพราะนั่นหมายความว่า ต่อให้เขาบอกเราว่าไม่ต้องสวย ไม่ต้องแต่งเยอะ..แต่ในใจเขาก็ยังปรารถนาอาหารหูอาหารตาอยู่นั่นเอง

ก็เลือกเอา ว่าจะสวยให้เขาดู หรือให้เขาไปดูคนสวยคนอื่นๆ

แต่ถ้าเป็นข้าพเจ้า มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นอย่างหลัง

ไปๆ เสียเถิด อยากดูอะไรก็ดู อยากไปไหนก็ไป

ข้าพเจ้าไม่เสียเวลามาประทินโฉมเพื่อมัดใจใครเช่นนั้นแน่นอน

จะปรารถนาก็จงปรารถนาที่หัวใจ และจงปรารถนาข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว

ข้าพเจ้าจะสวยเพียงเท่านี้

จะไม่แต่งหน้าหนา หรือมีเครื่องสำอางไปมากกว่านี้

จะไม่ทำสีผม จะไม่ดัดผม จะไม่พิมพ์นิยม ไม่ติดขนตาปลอม ไม่เสริมดั้ง ไม่ทำอะไรทั้งนั้น

ที่จะทำให้ข้าพเจ้าไม่คุ้นเคยกับตัวเอง

ถ้าคนรักของข้าพเจ้าอยากจะมองดูผู้หญิงที่มีลักษณะเช่นนั้น

ก็จงไปมองคนอื่นเสีย

อย่าได้มามองข้าพเจ้า



ถ้าเป็นเมื่อก่อน

ข้าพเจ้าอาจอนุญาตให้คนที่อยู่ในฐานะคนรัก ได้มอง ได้เข้าใกล้ ให้เขาได้ดูอย่างที่เขาอยากจะดู

และในขณะเดียวกัน

ข้าพเจ้าก็จะอนุญาตให้ตัวเองทำเช่นนั้นเหมือนกัน

ด้วยคติที่ว่า You can..I can

และข้าพเจ้าก็มักจะทำเกินเลยกว่าที่เขาทำเสียด้วย

เพราะมันจะไม่ใช่แค่การดู หรือกดถูกใจในโลกเสมือนจริง

โลกจริงๆ ข้าพเจ้าก็อาจไปเข้าใกล้คนอื่น ไปมองคนอื่นใกล้ๆ

ให้รู้แล้วรู้รอด




แต่ด้วยปัจจุบันนี้

ข้าพเจ้าเหนื่อย

และไม่ปรารถนาจะทำเช่นนั้นอีกต่อไป

ข้าพเจ้าลองมาหลายครั้ง เป็นมาหลายหน

เมื่อเห็นคนรักไปกดถูกใจ ไปติดตามสมาคมสาวสวย คนน่ารัก

ข้าพเจ้าจะกลับมาถูกใจรูปภาพหรือสเตตัสของหนุ่มหล่อในรายชื่อเพื่อนตัวเองบ้าง

หรือเข้าไปกระหน่ำกดถูกใจในเพจ Cute boy ต่างๆ

การกระทำของข้าพเจ้า จะไปแสดงให้เขาเห็น

เพราะเราเป็น close friend กัน



แต่ก็เท่านั้น

ข้าพเจ้าทำไปเพราะประชด

การประชด หาใช่ทางออกที่แท้จริง

เมื่อข้าพเจ้าก็ไม่ได้อยากมองใคร ไม่ได้อยากไปตามดูใคร

มันหมดช่วงอารมณ์เช่นนั้นไปเสียแล้ว

การทำเช่นนั้น ก็เท่ากับสร้างภาระให้ตัวเอง

เช่นนั้นแล้ว

จะทำไปทำไม

เมื่อต้นเหตุของการกระทบกระเทือนจิตใจก็ยังคงอยู่



ข้าพเจ้าจำเนื้อความที่เขาเคยสื่อสารกับข้าพเจ้าได้

ว่าครอบครัวของเขา ไม่เคยมีปัญหาเรื่องความรัก

ครอบครัวเขาให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์

พ่อของเขา ไม่เคยชายตามองผู้หญิงคนไหนเลยเมื่อมีแม่




นั่นแล เขาเรียกร้องหาความซื่อสัตย์จากข้าพเจ้า

แต่ในขณะเดียวกัน

สายตาของเขา หาได้เป็นเช่นพ่อตัวเองไม่



มันคงเป็นแค่เรื่องตลก

ทุกครั้งที่เขามองผู้หญิงคนอื่นจนเหลียวหลัง

แล้วข้าพเจ้าต้องกระแอม ต้องทำเสียงดัง ต้องสะกิดด้วยฝ่ามือ

ให้เขารู้สึกตัว

เราหัวเราะกัน เขาทำให้มันเป็นเรื่องตลก ข้าพเจ้าทำเหมือนว่ามันเป็นเรื่องตลก



มันคงเป็นเรื่องตลก

ที่ข้าพเจ้ามักจะเห็นว่าเขามองใครที่เดินผ่านไปมาในระยะสายตา

มันอาจเป็นสัญชาตญาณบางอย่าง

ที่รู้ได้ว่า คนรักของเราจะต้องมองผู้หญิงคนนี้

แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

แต่ก็นั่นแหละ

มันคงเป็นสัญชาตญาณของเขาเช่นกัน

การมองของสวยๆ งามๆ เช่นนั้น

มันคงควบคุมไม่ได้จริงๆ

เราหัวเราะกัน..ไม่ใช่สิ ข้าพเจ้าแสร้งหัวเราะไป



เราเคยคุยกันหลายครั้ง

ข้าพเจ้าเคยไม่คุยกับเขาหลายวัน

ด้วยสาเหตุนี้

ข้าพเจ้าบอกเขาเสมอว่า การกระทำเช่นนี้ ข้าพเจ้าไม่ชอบ

จะว่าข้าพเจ้าใจแคบ

ข้าพเจ้าก็จะยอมรับ




เรื่องนี้อาจไม่เป็นปัญหาสำหรับคนอื่น คู่อื่น

หรือแม้กระทั่งอาจไม่เป็นปัญหาสำหรับเขาด้วย

แต่มันเป็นปัญหาสำหรับข้าพเจ้า

เป็นเรื่องกระทบใจข้าพเจ้า

กระทบเสมอมา

กระทบทุกครั้งที่มีเหตุการณ์เช่นนี้

และวันนี้ ก็ยังคงเหมือนเช่นทุกวัน




เอาล่ะ

เมื่อมันเป็นปัญหาของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าก็จะจัดการกับใจตัวเอง

ข้าพเจ้าไม่มีสิทธิไปก้าวก่ายการถูกใจของใครมากนัก

เมื่อข้าพเจ้าไม่ถูกใจ

ก็ซ่อนมันไปเสีย

หรือลบมันไปซะ



ลบใคร ลบอะไรล่ะ

นั่นแหละ..ประเด็น




วันนี้ ตอนนี้ ข้าพเจ้าเสียใจ เสียความรู้สึก

ราวกับการกระทำนั้นมันร้ายแรงมาก

ใช่ มันร้ายแรง

เพราะมันเกิดซ้ำๆ

เจ็บช้ำกันซ้ำๆ

ทีละเล็ก ทีละน้อย

ย้ำๆ กันเข้าไป



มันแสดงถึงการไม่ใส่ใจ

ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย

มันคือการปฏิเสธการเรียกร้องของอีกคน

ด้วยการบอกว่า

สิ่งที่เธอเรียกร้องนั้น

มันงี่เง่าสิ้นดี

และฉันหาได้แคร์แต่อย่างใดไม่



ถ้างั้นก็อยู่กับสาวๆ และสมาคมเหล่านั้นไปเสีย

ข้าพเจ้ามิอาจทนกับสภาพการณ์เช่นนี้ได้อีกต่อไป