14 ก.พ. 2556

จากคนหนึ่ง ถึงอีกคน

เพราะเราอยู่ห่างไกล

เพราะเราไม่อาจเห็นหน้า

ไม่อาจสัมผัส

ไม่อาจสบตาขณะพูดคุย

เพราะอย่างนี้

ฉันจึงคิดถึงเธอ





ฉันคิดถึงเธอจริงๆ นะ

มันไม่มากเกินไปหรอกที่จะบอกว่า

คิดถึงแทบขาดใจ

อย่างที่ใครๆ เขาพูดกัน

เพราะใจมันแทบขาดจริงๆ

ในยามที่ไม่อาจควบคุมจิตใจ

ในยามที่ความคิดถึงนั้น..

ฉันเอามันไม่อยู่




ฉันไม่รู้หรอกว่าคนอื่นๆ คู่อื่นๆ

เขาคิดถึงกันมากน้อยแค่ไหน

เขาอาจไม่จำเป็นต้องคิดถึงกันมากมาย

เพราะเขาได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา

ฉันอิจฉาพวกเขาจริงๆ



โต๊ะทำงานของฉัน

มันรกรุงรัง

ฉันก็พยายามเก็บนะ

เก็บบ้าง

(ในยามไม่มีที่จะวางของแล้ว)

เธอคงรู้ เธอคงเดาได้

ก็ฉันนี่นา




 โต๊ะทำงานของฉัน

มีครอบครัวหมีพูห์

หมีพูห์ของเธอ

ฮั่นแน่

เธอคงสงสัย (หรืออาจไม่)

ว่าหายไปไหนหนึ่งตัว

เดี๋ยวฉันจะเฉลยให้ฟัง



โต๊ะทำงานของฉัน

มีโปสการ์ด

โปสการ์ดของเธอ

ภาพที่เธอถ่ายไว้

ฉันเอามาติดเต็มไปหมด

ฉันชอบรูปหมาหาวของเธอ

ฉันคิดถึงเจ้าปิกาจู้

(เธอเคยบอกว่ามันไม่ได้ชื่อปิกาจู้

แล้วเธอก็พูดชื่อจริงๆ ของมันให้ฉันฟัง

ชื่อเพราะเชียว เป็นภาษาญี่ปุ่น

อะไรโกะๆ นี่แหละ

ฉันสารภาพตรงๆ ว่า

จำไม่ได้แล้ว ฮ่าๆๆ

แต่ฉันจำได้นะ

จำได้ว่ามันแปลว่าพระอาทิตย์

ขึ้นหรือตกนี่แหละ

-*- ก็จำไม่ได้อยู่ดี เอิ้กๆ)



โต๊ะทำงานของฉัน

มีไม้นวดหัว

อันที่มันจั๊กจี๋ๆ นั่นแหละ

ที่เราซื้อมาจากพัฒน์พงษ์

อันละตั้ง 100 บาทแน่ะ

ฉันไปแอบเห็นที่อื่นเค้าขาย 20 บาทก็มีนะ

ฮ่าๆๆๆ



โต๊ะทำงานของฉัน

มีพวงกุญแจฟัน

อีกอันหนึ่ง

ที่ยังไม่ได้แกะใช้

เพราะกลัวเปื้อน เหมือนอีกอัน

อันสีแดงที่เราเอาไปเป็นพวงกุญแจเจ้าอ้วน

นั่นยังไม่ได้ซักเลย

แหะๆ

(อย่าดุฉันเลยนะ)



โต๊ะทำงานของฉัน

มีเจ้าซีโมน

ซีโมนหน้าตาซื่อๆ

ที่ได้มาตอนเราไปเดินงานหนังสือด้วยกัน

ได้จากบู้ทสำนักพิมพ์คมบาง

เธอยืนคุยกับป้าอี๊ด

ฉันยืนคุยกันซีโมน

เธอร่ำลาป้าอี๊ด

ฉันก็ร่ำลาซีโมน
แต่มันไม่ยอม มันทำหน้าตาอย่างเนี้ยใส่ฉัน
ฉันก็เลยใจอ่อน

พามันมาด้วยเสียเลย

มันหน้าตาเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ



โต๊ะทำงานของฉัน

มี Kenny G

คนที่เธอบอกฉันว่า

เป็นนักเป่าแซกที่เป่าแซกได้ไพเราะที่สุดในโลก

ฉันเห็นด้วย

แม้จะไม่ค่อยได้ฟังคนอื่นๆ เป่าก็ตาม

ความจริงอาจจะมีใครสักคนที่เป่าเก่งกว่าเขา

ไพเราะกว่าเขา

แต่ก็นั่นแหละ

ฉันยังไม่อยากรู้จักใคร

นอกจากเขา

ฉันชอบเสียงโซปราโนของเขา

ฉันชอบท่วงทำนองที่เขาเอื้อนเอ่ย

ผ่านเจ้าเครื่องแซกโซโฟนนั่น

เธอเคยบอกว่าอยากเป่าแซกโซโฟน

เราเคยไปดูแซกโซโฟนด้วยกัน

ฉันอยากซื้อแซกโซโฟนให้เธอ

เธอต้องเป่าลั่นบ้านแน่ๆ

เอาไว้ฉันรวยก่อนนะ

หุๆ




โต๊ะทำงานของฉัน

มียาเบลสิด

ยาเคลือบกระเพาะ

ที่เธอวิ่งวุ่นหาซื้อให้ฉัน

ตอนที่ฉันโรคกระเพาะกำเริบ

ตอนที่ฉันปวดท้อง ปวดหัว จนอาเจียน

วันนั้นน่ะ

(งงล่ะสิ เพราะมีหลายวัน อิอิ)




โต๊ะทำงานของฉัน

มีผลส้มสีน้ำเงินและรูปของเธอ

นั่นแน่

สงสัยล่ะสิว่าอยู่ตรงไหน

ไปหาเอาเองนะ

แบร่








คอมที่ทำงานของฉัน

มีอียอ

อุ๊ปสสสสส์

ว่าจะเก็บไว้เฉลย

หลุดไปเสียแล้วหรือนี่

ก็สมาชิกหมีพูห์ที่หายไปหนึ่งตัวไงล่ะ

อยู่ตรงนี้

มาทำหน้าตาตลกๆ โง่ๆ อยู่ตรงนี้ไง

แต่ไม่ต้องห่วงนะ

พวกเขาไม่ได้อยู่ไกลกันเลย

ว่างๆ ฉันก็ให้พวกเขาไปเล่นด้วยกัน




คอมที่ทำงานของฉัน

มีรูปเธอ

เธออาจไม่เห็นจากรูปนี้หรอก

เพราะมันอยู่ "ใน" เครื่องไง




คอมที่ทำงานของฉัน

มีเมียร์แคท

เมียร์แคทที่เธอพาฉันไปสวัสดีที่เขาเขียว

เมียร์แคทที่ฉันรัก

ฉันรักเมียร์แคท

แต่ไม่ต้องน้อยใจนะ

ฉันไม่รักเมียร์แคทเท่าเธอหรอก





โต๊ะทำงานของฉัน (อีกข้าง)

มีปริ๊นเตอร์

และมีหมอนฟันของเธอ

ฉันหนุนนอนบ่อยๆ ในตอนพักเที่ยง

เธอก็รู้ว่าฉันชอบกินแล้วง่วงนอน

หมอนนี้ดีมากเลยนะ

ฉันนอนหลับสบ๊าบ สบาย






ฉันคิดถึงเธอ

แม้จะมีเธออยู่รอบตัว

มีเธออยู่ในความคิด

มีเธออยู่ในสายตา

นั่นก็เธอ นี่ก็เธอ โน่นก็เธอ

ฉันก็ยังคิดถึงเธออยู่ดี





สุขสันต์วันแห่งความรัก

ฉันรักเธอ

รักเธอคนเดียว



14 กุมภาพันธ์ 2556

จาก
Tilleke & Gibbins International Co., Ltd.
ศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์


ถึง
คลินิกฟันสวย
ตลาดน้ำพุ จันทบุรี

7 ก.พ. 2556

ขอ..สักครึ่ง ของคำ ผกา

ในชีวิตข้าพเจ้า

มีบุคคลตัวอย่างหลายคน ที่ข้าพเจ้าชื่นชมและแอบดำเนินรอยตาม

หยิบส่วนนั้นส่วนนี้ของผู้คนเหล่านั้น

มาเป็นองค์ประกอบหนึ่งในความคิด

และการดำเนินชีวิต

แน่นอน ข้าพเจ้าพยายามเลือกแต่สิ่งดีๆ

แต่ก็นั่นแหละ

บางทีก็มึนๆ ว่าไอ้ที่เลือกรับมา มันดีจริงหรือเปล่า เอิ้กๆ




หลายวันมานี้

มีนักคิดนักเขียนผู้หนึ่งเข้ามาวนเวียนในจิตใจ

ตามชื่อกระทู้นั้นแหละ

"พี่แขก คำ ผกา"

(เนียนๆ นับเป็นพี่เป็นน้องกันไปซะเลย ฮ่าๆๆ)




ความจริง ขอสารภาพโดยตรงว่า

ยังไม่เคยอ่านหนังสือของคนผู้นี้จบทั้งเล่มเลย

แม้เพียงสักเล่มเดียว

ด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ



กระนั้น ก็มีข้อมูลเกี่ยวกับนักเขียนผู้นี้อยู่บ้าง

และข้อมูลเท่านั้น ก็น่าจะเพียงพอ

สำหรับการยึด หรือดำเนินรอยตาม

เพราะสิ่งที่ข้าพเจ้าชื่นชม

และอยากเป็นเช่นนั้นบ้าง

หาใช่สิ่งใดที่ลึกซึ้ง

หาใช่ความลี้ลับอันใด

หรือต้องสนิทสนมชิดเชื้อมากมายจึงจะสัมผัสได้

เพราะสิ่งที่ข้าพเจ้าอยากมีหรือเป็นให้ได้

แม้เพียงสักครึ่งหนึ่งของเธอก็คือ

การมี..ความกล้า



ข้าพเจ้าอยากได้ความกล้า

กล้าที่จะยอมรับผลที่ตามมา

จากการกระทำของเรา

ยอมรับอย่างสง่าผ่าเผย และมีความสุขอยู่ได้

แม้จะมีคนรักและคนชังเท่าๆ กัน

หรือบางสถานการณ์ มีคนชังมากกว่าคนรักเสียด้วยซ้ำ



ข้าพเจ้าอยากเป็นตัวของตัวเอง

อยากพูดในสิ่งที่คิด

อยากเขียน อยากแสดงออกในสิ่งที่เป็น

โดยที่สามารถยอมรับได้ทั้งความรักและความเกลียดชังที่จะตามมา

ข้าพเจ้ายังคำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่น

และอ่อนไหวต่อแรงคัดค้าน การต่อต้าน หรืออคติอื่นใด



อันที่จริง ข้าพเจ้าก็เป็นมนุษย์ขี้เกียจ

ข้าพเจ้าอาจมีเหตุผลสำหรับการตัดสินใจอย่างหนึ่ง

แต่ก็ขี้เกียจเกินกว่าจะอธิบายให้ใครฟัง

หรือบางครั้ง

เมื่อมีความไม่ลงรอยเกิดขึ้น

หากมันไร้สาระนักและไม่เกิดประโยชน์อันใดที่จะพูดจากันให้เข้าใจ

ข้าพเจ้าก็เลือกที่จะนิ่งเงียบ

เพราะขี้เกียจนั่นเอง




หรือแท้แล้ว

ข้าพเจ้ากลัวการบาดหมาง แคลงใจกับผู้อื่น

โดยเฉพาะกับคนใกล้ชิด

หรือแม้กับคนไม่ใกล้ไม่ชิดแต่เป็นคนหมู่มาก

มากันเป็นโขยงนี่ยิ่งแล้วใหญ่




หากข้าพเจ้าเป็นคนเดียวที่แตกต่าง

เมื่อต้องอยู่ท่ามกลางผู้คน

ข้าพเจ้าก็เลือกที่จะนั่งเงียบๆ

ไม่ขอออกความเห็นอันใด

โดยเฉพาะ ถ้าเรื่องนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อ

แม้จะเป็นความเชื่องมงาย ไร้สาระ ไม่เกิดสารัตถะอันใดแก่ชีวิต

แต่หากมันไม่ทำร้ายพวกเขามากเกินไป

ข้าพเจ้าก็ปล่อยไป

ไม่อยากยุ่งด้วย

เปลี่ยนความคิดคน..มันยาก

โดยเฉพาะความคิดของผู้มีอายุมาก

ยิ่งเหนียวแน่น

แค่นั่งฟังเฉยๆ ก็เหนื่อยแล้ว

ถ้าต้องเอาตัวไปขวางโลกเหล่านั้น คงได้เละตายคาที่ หึๆ



และถ้าจะคิดว่าคำพูดของข้าพเจ้าอาจเป็นการชี้แนะให้ใครสักคนตาสว่างขึ้นมาบ้าง

เป็นการทำวิทยาทานบ้าง

ให้ใครสักคนได้คลายจากโมหะบ้าง

แม้ข้าพเจ้าจะสามารถยกเอาหลักคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นข้อสนับสนุนได้

ข้าพเจ้าก็อาจยังมีเมตตาต่อคนเหล่านั้นน้อยเกินไป

หรืออาจติดอยู่ที่ว่า

โตๆ กันแล้ว

ถ้าโตกันขนาดนี้แล้ว ยังมีความคิด มีความเชื่อกันได้อย่างนี้

ก็อาจเปล่าประโยชน์ที่ข้าพเจ้าจะพูดไป

รอให้บุญพาวาสนาของคนเหล่านั้น ส่งตัวเองไปกันเอง

บางคนอาจหูตาสว่างจากประสบการณ์ในภายภาคหน้า

บางคนอาจมีผู้หวังดีมาชี้แนะ

หรือบางคนอาจโง่ดักดาน

ก็ตามแต่บุญกรรมทำมาเถิด



นั่นไง  ข้าพเจ้าจึงเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นลอยมา

ถ้าได้สักครึ่งหนึ่งของเธอ

คงได้พูด ได้เสนอความคิด ได้แสดงออกบ้าง

และก็เป็นไปได้ว่า

ข้าพเจ้าคงโพล่งออกมาด้วยคำพูดระคายหูคนทั้งโต๊ะ

ฮ่าๆๆ





ข้าพเจ้าพยายามเคารพในตัวตน

พยายามยอมรับในความแตกต่าง

เหตุผลของคนๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่ของอีกคน

เกิดมาก็ต่างกันแล้ว

โตมาก็ยิ่งต่างกัน

จะให้ใครมาคิดเหมือนเรา ทำเหมือนเราไปเสียทุกอย่าง

ให้ได้ดั่งใจทุกอย่าง ก็คงยาก



ถ้ามันต่างมากเกินไป

จนยากจะรับได้

ก็เพียงไปให้ไกลจากกันเสีย

จะได้ไม่ต้องกระทบกระทั่งบาดหมาง

เป็นเจ้ากรรมนายเวรต่อกัน

มิฉะนั้น ก็จะต้องพบเจอกันไปอีกหลายชาติ



แม้จะอยากเป็นมนุษย์ประจันหน้า

มีความกล้าอย่าง คำ ผกา

ข้าพเจ้าก็ยังคงเป็นแพรวา

เป็นแพรวา..อยู่ร่ำไป





4 ก.พ. 2556

แรงปรารถนา ถ้าฉันเป็น...

ดูละคร ให้ย้อนดูตัว

เข้าใจว่า การย้อนดูตัว

ก็คือการหยิบเอาสถานการณ์ต่างๆ ในละครที่เราดู

มาคิด พิจารณา ไตร่ตรอง 

โดยสมมติตัวเอง เข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้น

แล้วลองหาคำตอบดูว่า

ถ้าเราเป็น...เราจะทำอย่างไร




ตอนดู ก็อิน ก็วิพากษ์ วิจารณ์ ด่าตัวละครนั่นนี่อยู่ตลอด

พระเอกโง่บ้างล่ะ นางเอกงี่เง่าบ้างล่ะ

ตัวโกงชั่วได้ใจ นางรองน่าสงสาร บลา บลา บลา




เมื่อเราอยู่ในสถานะผู้ดู ผู้ชม 

เมื่อเรามองจากมุมมองภายนอก

เราสามารถคิดได้ มองได้ และมีเหตุผลได้

เราฉลาดได้ และทำตัวแตกต่างจากตัวละครงี่เง่าที่ไม่ได้ดั่งใจเหล่านั้นได้

แต่เมื่อเรา..เกิดเป็นหนึ่งในตัวละครเหล่านั้นขึ้นมา

อันนี้หมายถึง..เป็นจริงๆ

ไม่ใช่แค่สมมติ 

ต้องเผชิญกับสถานการณ์นั้นจริงๆ

ต้องเจอกับคนแบบนั้นจริงๆ

จะแน่ใจได้อย่างไรว่าเราจะไม่เผลอทำตัว...อย่างในละคร





 ข้าพเจ้าห่างหายจากการดูละครมานาน

แม้ที่ห้องจะมีโทรทัศน์ ก็ไม่ค่อยจะได้เปิด

ละครเรื่องเดียวที่อยากดู และจะดูเสมอหากมีโอกาสก็คือ

"บ้านนี้มีรัก"

เป็นซิทคอม ที่มีมานาน

เป็นละครที่ทำให้อบอุ่น

บ่อยครั้งที่ดูแล้ว จะต้องโทรกลับไปหาพ่อแม่

มันเป็นการเติมเต็มความรู้สึกอย่างหนึ่งที่เราโหยหา




แต่ช่วงนี้

เผอิญได้เปิดดูโทรทัศน์

แล้วไปเจอละคร "แรงปรารถนา"

ละครเรื่องนี้ เรทติ้งดีทีเดียว ดูจากกระแสในหน้าเฟสบุ๊ค

ที่แม้กระทั่งเพื่อนในเฟสที่เป็นนักดนตรีสุดโหดและห่าม

ยังตั้งสเตตัสวิพากษ์วิจารณ์ตัวละครอย่างหนักหน่วง...

อินไปด้วยว่างั้น เหอๆ




ความจริง กว่าข้าพเจ้าจะได้รู้จักละครเรื่องนี้

ก็ใกล้อวสานแล้ว

เนื้อเรื่องดำเนินไปถึงจุดสะเทือนอารมณ์

ก่อนจะขมวดปม แล้วค่อยๆ คลี่คลาย

และความจริง

ใครที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านละครไทย

หรือแม้เป็นมือสมัครเล่น ดูบ้างไม่ดูบ้าง

ก็ยังเดาทางได้ว่าเนื้อเรื่องจะเป็นเช่นไร

ตอนจบจะเป็นอย่างไร

มันดูค่อนข้างไร้สาระ ที่เอาเวลามาทิ้งขว้างอยู่หน้าจอสี่เหลี่ยม

เวลาสองชั่วโมงกว่า เอาไปทำอะไรที่เกิดประโยชน์ได้เยอะแยะ

แต่ก็นั่นแหละ

ข้าพเจ้าก็เสียเวลาให้ละครเรื่องนี้จนได้

เพียงเพราะ ...พระเอกหล่อ  (ฮิ้ว ฮา)









มีหลายฉากที่ข้าพเจ้าแอบสมมติตัวเองเป็นนางเอก

(แน่นอน ใครๆ ก็ต้องอยากเป็นพระเอก นางเอกอยู่แล้ว)

แต่ฉากหนึ่งที่จำได้คือ

พระเอก..เมื่อรู้ว่าเพื่อน (แต่ในเนื้อเรื่องคือแฟนเก่า)

มีปัญหา  

ก็จะรีบไปช่วย ทำท่าเป็นห่วงเป็นใย

ช่วยจนไม่ห่วงตัวเอง 

แคร์ผู้หญิงคนนั้น...จนไม่คิดว่าคนรอบข้างจะรู้สึกอย่างไร

ข้าพเจ้าเผลอคิดไปเลยว่า

ถ้าคนรักของข้าพเจ้าทำปฏิกิริยาเช่นนั้น

แสดงออกเช่นนั้น

ก็จะไล่ตะเพิดให้ไปหาคนๆ นั้นเสีย

จะได้ไม่ต้องมาทำท่าบาดตาบาดใจให้ข้าพเจ้าเห็น

อยากรักกันจริงๆ ไปรักกันให้พอ

(นั่น..อินจัดอีกซะแร้วววว)




แต่ในเนื้อเรื่อง นางเอกได้แต่เก็บความรู้สึกน้อยใจเหล่านั้นเอาไว้

ไม่พูด ไม่แสดงออก

นั่งร้องไห้ในรถ

(ขนาดนางเอกนั่งอยู่ข้างๆ ร้องไห้น้ำตาหยดแหมะๆ พระเอกยังไม่เห็นเร้ยยย)

ดูแล้ว สงสารนางเอก สงสารตัวเอง 


ใช่...สงสารตัวเอง

เพราะเมื่อเจอสถานการณ์อย่างนั้นจริงๆ

สุดท้าย เราก็กลายเป็นนางเอกงี่เง่าอย่างที่เคยวิจารณ์คนอื่นเขา




เมื่อต้องอยู่ไกลกันกับคนรัก

เวลาทุกวินาทีที่จะได้อยู่ด้วยกัน

จึงมีค่ามากมาย



ข้าพเจ้ายอมนั่งรถตู้ หลังขดหลังแข็งมาจากกรุงเทพฯ

มาหาคนรัก..ที่จันทบุรี

แม้ว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาอึมครึม

จะว่าทะเลาะก็ไม่ใช่ จะว่าดีกันก็ไม่เชิง

แต่ข้าพเจ้าก็เลือกที่จะมา



มารีดผ้าให้เขา (ทั้งที่เสื้อผ้าตัวเองยังไม่ค่อยอยากจะรีด)

เขาไปทำงาน

ข้าพเจ้าเอารถไปล้าง

ซื้อของกิน ของใช้มาไว้ให้

อยากโรแมนติกบ้าง

ซื้อแบรนด์รังนกมาเรียงไว้ในตู้เย็น

เขียนโน้ตไว้ว่า

"แทนคำว่ารัก"

ซื้อน้ำชาไว้ให้

เขียนโน้ตไว้ว่า

"ท้องไส้ไม่ดี มีชามาช่วย  ดูแลตัวเองดีๆ ด้วยนะ"

ซื้อช็อคโกแลตไว้ให้

เขียนโน้ตไว้ว่า

"Chocolate แก้เซง  ให้รู้ว่าเปงห่วง"


มานั่งนึกอีกที

คุ้นๆ ไหม

เหมือนว่าสถานการณ์กำลังจะดี

หลังจากความขัดแย้งที่มีมากำลังจะคลี่คลาย

เหมือนกำลังจะแฮปปี้แร้ว...อีกนิดเดียวเท่านั้น

แต่...




คนรักโทรมาบอกว่า

เย็นนี้ไปตราดกันไหม ไปกินข้าวที่ตราดไหม

????



ความจริงก็คือ

จะไปส่งน้องที่ทำงานคนหนึ่ง

เค้าพักอยู่ที่ตราด



ข้าพเจ้าไม่อยากไป

จึงบอกไปว่า..


"ไม่อยากไป  คืนนี้ละครตอนจบ"



ความจริงอีกก็คือ

ข้าพเจ้าไม่อยากไป

ไปทำไม???

ตราดไม่ใช่ใกล้ๆ 

แม้อยู่ติดจันทบุรี

แต่ไปกลับก็ร้อยกว่ากิโล

กลับมาก็จะดึก

พรุ่งนี้ก็ต้องทำงานอีก

เราควรอยู่ด้วยกันมากกว่า

ข้าพเจ้าอยากให้เขากลับมาเห็นข้าวของในห้องน้ำ

อยากให้เขาเห็นความโรแมนติกในตู้เย็น



แต่ก็นั่นแหละ

เขายังคงแสดงออกว่าอยากไป

ถึงแม้ข้าพเจ้าจะบอกเขาว่าไม่ไป

ถึงแม้ข้าพเจ้าจะยืนยันว่าไม่อยากไปจริงๆ

เขาก็ยังจะไป  แม้จะต้องไปเพียงลำพัง



สุดท้าย

ถึงขนาดยอมเลิกงานเร็ว

เพื่อจะหว่านล้อมข้าพเจ้าว่า

ออกไปตั้งแต่หกโมง ไปถึงนู่นทุ่มนึง กินข้าวแป๊บเดียว

กลับมาก็ทันดูละคร



ข้าพเจ้ารู้...ว่ามันไม่เป็นเช่นนั้นหรอก

 แต่แล้วยังไง

ดูละครมากไป

กลายเป็นนางเอกแสนดี

ไป..เพียงเพราะเป็นห่วง ไม่อยากให้ขับรถคนเดียว

ทางมันคดเคี้ยว และถนนก็มืด

เป็นห่วง ก็คือเป็นห่วง




แล้วยังไง

ไปเป็นคนขับรถ

ให้คนรักคุยกระหนุงกระหนิง

คุยเสียงเล็กแหลม

คุยสนุกสนาน

คุยเรื่องคลินิก เรื่องคนไข้ เรื่องหมอเจ้าของร้าน

เรื่องผู้ช่วยทันตแพทย์


คุยแต่เรื่องอะไรที่เขาจะคุยกันสองคน



แล้วยังไง

ข้าพเจ้าขับรถไปด้วยหัวใจสั่นไหว

เหงื่อออกที่มือจนลื่นไปหมด ราวกับเพิ่งหัดขับรถ

มันเจ็บปวด

มันย่ำแย่

นี่หรือ..เวลาที่ควรเป็นของเรา???

 นี่หรือ สิ่งตอบแทน  สำหรับวันนี้




ข้าพเจ้าเข้าใจ

ว่าคนรักของข้าพเจ้าเป็นคนดี

มีเมตตาต่อผู้อื่น

ไม่ปรารถนาจะเห็นผู้อื่นลำบาก เดือดร้อน มีอะไรช่วยได้ก็ยินดีจะช่วย

แล้วยังไง??




ถ้าไม่ไปส่งเขา แล้วเขากลับยังไง?

เอาใหม่...ถ้าไม่มีคนรักของข้าพเจ้า..ผู้หญิงคนนั้น จะกลับไปที่ตราดยังไง

ความจริงก็คือ

ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ไม่ใช่ความยากแค้นใดๆ เลย

เพราะผู้หญิงคนนั้น มาเอง ก็สามารถจะกลับเองได้อยู่แล้ว

เขาเลิกงานตั้งแต่ห้าโมง เพื่อจะเดินทางกลับด้วยตัวเองอยู่แล้ว

ใช่ว่าไม่มีคนรักของข้าพเจ้าและเขาจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้


แต่ทั้งหมดนี้ ข้าพเจ้าหาได้มีความรู้สึกแย่ๆ หรือบาดหมางอันใดกับผู้หญิงคนนั้น

เป็นที่คนรักของข้าพเจ้าเองนี่แหละ

ที่เสนอตัวไปมีเมตตาต่อผู้อื่นอยู่เสมอ




ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเขาอยากให้ข้าพเจ้าไปด้วย

เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

หรืออยากให้ข้าพเจ้าได้รู้จักกับใครในที่ทำงานของเขา

แต่...

เราเคยผ่านเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้วไม่ใช่หรือ

และเขาก็ควรจะรู้ได้ว่า

ข้าพเจ้าเกลียดการต้องไปนั่งปั้นหน้ายิ้ม

ในเวลาที่ไม่อยากจะยิ้ม

เมื่อข้าพเจ้าไม่อยากไป

ก็หมายความว่า

ข้าพเจ้าไม่อยากจะไป

และข้าพเจ้าก็สามารถทำหน้าบึ้งตึง พูดด้วยน้ำเสียงเหวี่ยงวีน

โดยไม่แคร์ใครทั้งนั้นได้เสมอ

ในยามที่หัวใจของข้าพเจ้ามันห่อเหี่ยว

ในยามที่ข้าพเจ้าต้องเห็นอะไรที่ไม่อยากเห็น

ในยามที่ข้าพเจ้าต้องฟังอะไรที่ไม่อยากจะฟัง
 ข้าพเจ้าจำได้ว่า...เราเคยคุยเรื่องนี้กันแล้ว



คนรักของข้าพเจ้า
เขาคือผู้ให้

เขาคือนักเดินทาง

เขาไม่หวั่นเกรงต่อการขับรถตอนกลางคืนอยู่แล้ว

ไม่ว่าหนทางจะเป็นเช่นไรก็ตาม



ฉากมันเหมือนในละครจริงๆ

เหมือนไปเป็นส่วนเกิน

และมีความคิดอยู่ในหัวตลอดเวลาว่า


"ข้าพเจ้ามาทำอะไรที่นี่  มานั่งทำอะไรตรงนี้"

แล้วเราทั้งสองก็กลับ เขาเป็นคนขับ

ข้าพเจ้านั่งน้ำตาไหลมาตลอดทาง

ร้องไห้ไม่มีเสียง

เหมือนฉากนั้นของนางเอกไม่มีผิด

เฮ้อ...






และยิ่งกว่านั้น

มันดันมีคำว่า "พูดไปก็ไม่มีประโยชน์"

คำพูดที่น่าหมั่นไส้ที่สุด

แต่มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

เปล่าประโยชน์ที่จะอธิบายความรู้สึกน้อยใจ โกรธ ชิงชัง ฯลฯ ให้เขารับรู้

เพราะอย่างไรเสีย

เขาก็ย่อมมีเหตุผลที่ฟังขึ้น มีข้อแก้ตัวให้ตนเองไม่เป็นผู้ผิดได้อยู่แล้ว

พูดไป ก็รังแต่จะทำร้ายความรู้สึกตัวเอง

ข้าพเจ้าจึงเลือกที่จะเงียบ

เงียบจริงๆ




คุ้นๆ อีกแล้ว

มันเป็นช่วงสะเทือนอารมณ์ซับซ้อน

ทำให้ความรู้สึกแย่ๆ เก็บสะสมไปเรื่อยๆ

รอวันถึงจุดพีค

แล้วติดตามตอนต่อไปว่า

ละครเรื่องนี้ จะคลี่คลายลงได้อย่างสวยงามหรือไม่


.
.
.

ขอบคุณที่คนรัก ยอมอดทน

แม้ข้าพเจ้าจะไม่พูด แม้ข้าพเจ้าจะทำท่าเย็นชาสักเพียงไหน

ขอบคุณที่ยอมง้อ และสู้ง้อไปเรื่อยๆ

ขอบคุณที่ไม่หันหลังให้กัน

 ขอบคุณที่เดินตามข้าพเจ้า ในยามที่ข้าพเจ้าเดินหนี

ขอบคุณที่ดึงรั้งให้ข้าพเจ้ากลับมา 

และไม่ปล่อยให้ข้าพเจ้าต้องเดียวดายไปมากกว่านี้

(ถ้าเป็นฉากในละคร  พระเอกคงน้อยใจบ้าง และเดินหนีไปเรียบร้อย เอิ้กๆ)


ขอบคุณที่ยอมนิ่งฟังเมื่อข้าพเจ้าพูด

แม้ว่าคำพูดนั้น จะมาจากอารมณ์อันรุนแรง
 
แม้ว่าคำพูดนั้น จะทำร้ายจิตใจ

แต่ถึงอย่างไร

เมื่อเรียกร้องที่จะฟัง เมื่อเราต้องพูดกัน

เมื่อเราจำเป็นต้องเข้าใจกัน

มันก็จำเป็นต้องพูดออกมา




คนเราย่อมมีจุด sensitive ของตัวเอง

ต่อให้แข็งแรงและมีภูมิต้านทานต่อเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจมากแค่ไหน

เรื่องบางเรื่อง ก็สามารถทำให้เราอ่อนแอได้อยู่ดี




แม้ไม่มีคำอธิบายใดๆ

แค่คำว่า "ขอโทษ" 

และการสัญญาว่าจะไม่ทำอีกก็เพียงพอ

ขอบคุณที่คำว่า "รัก" ไม่ยากเกินจะเอ่ย

ขอบคุณที่ "ทิฐิ" ไม่ได้มีมากจนเกินไป




ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะเจ็บปวดเหมือนในละคร

เพราะชีวิตจริง มัน (เจ็บปวด) ยิ่งกว่าละคร

มันไม่เป็นอันกินจริงๆ ไม่เป็นอันนอนจริงๆ

มันเจ็บป่วยจริงๆ

มันทำร้ายเราจริงๆ

เราร้องไห้ได้ตลอดเวลาจริงๆ

(ถึงว่า... ทำไมดูละครเรื่องนี้แล้วรู้สึกอินๆ ฮ่าๆๆ)




เราอาจเข้าใจเหตุผล

เราอาจรู้ว่าเขาทำไปเพราะอะไร

แต่เราไม่อาจห้ามความรู้สึกที่มันเกิดขึ้นจากความอ่อนไหวได้

เพราะเรื่องของหัวใจ

 มักอยู่นอกเหนือการควบคุมของสมอง




เมื่อเราอยู่ในฐานะผู้ชม

เราอาจใช้ตรรกะได้อย่างเต็มที่ในการมองความเป็นไป

แต่เมื่อเหตุการณ์แบบเดียวกัน

เกิดขึ้นจริงๆ กับตัวเอง

อย่าลืมว่า...มันมักจะมีตัวแปรอื่นๆ แฝงไว้อยู่เสมอ

อย่าลืมพิจารณาให้เท่าทันมัน





ป.ล. โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

อย่าอ่านความข้างเดียว

เพราะนี่ เป็นเพียงมุมมองจากความรู้สึกของฝ่ายหญิงเท่านั้น

ในละคร ยังต้องสะท้อนทั้งสองฝ่าย

ในชีวิตจริงก็จำเป็นต้องมองทั้งสองมุม




   
ป.ป.ล. บ๊าย บาย พิทยา และกระแต

ทำให้ข้าพเจ้าเวิ่นเว้อไปได้มากโขเลยทีเดียว ฮ่าๆๆ